|
การบูรณาการแนวความคิดทั้ง 6 สาย ( ๖ จบ ) ฟิกรุน มุสตักบะลียุน – แนวความคิดอนาคตศาสตร์ 
ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฎอวียฺ เขียน อบู ฟาอิซ แปลและเรียบเรียง หนึ่งในลักษณะพิเศษเฉพาะของแนวความคิดที่เราต้องการสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามนั้นได้แก่การที่มันเป็นแนวความคิดที่มองไกลไปถึงอนาคต และมิได้จำกัดวงให้ตัวเองติดอยู่กับปัจจุบัน
มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามมีความสนอกสนใจเกี่ยวกับอนาคต เพราะนี่คือตรรกะของอิสลามตามที่อัล-กุรฺอานและสุนนะฮฺได้สำแดงเอาไว้ อัล-กุรฺอานและอนาคต จากการศึกษาอัล-กุรฺอานด้วยความละเอียดถี่ถ้วนจะทำให้เราเห็นว่า นับตั้งแต่สมัยที่ท่านนบี ศ็อลฯ เผยแพร่อิสลามอยู่ในเมืองมักกะฮฺนั้น อัล-กุรฺอานได้หันเหความสนใจของพี่น้องมุสลิมไปสู่อนาคตที่ต้องการ โดยบอกพวกเขาว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ต่างๆ ก็กำลังเปลี่ยนแปลง ผู้ชนะแปรสภาพเป็นผู้พ่ายแพ้ และคนอ่อนแอเปลี่ยนไปเป็นคนเข้มแข็ง บทบาทต่างๆ มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เช่น แต่ละชนชาติจะได้หมุนเวียนมาครองอำนาจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ มุสลิมต้องจัดบ้านของตนเองให้เป็นระเบียบ และเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับพัฒนาการต่างๆ ซึ่งจะมาถึงในไม่ช้า หรือในภายหลัง แต่พัฒนาการเหล่านั้นจะมาถึงในที่สุดแน่นอน ถ้าเราอ่านอัล-กุรฺอานตรงซูเราะฮฺอัล-เกาะมัรฺ ซึ่งเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานลงที่นครมักกะฮฺ เราจะพบพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหฯ เกี่ยวกับพวกมุชริกีน(ผู้นับถือพระเจ้าหลายองค์)ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง มีจำนวนมหาศาลและครอบครองอาวุธมากมาย "ในไม่ช้าพลพรรคกลุ่มนี้จะพ่ายแพ้ และพวกเขาจะหันหลังวิ่งหนีเตลิดไป แต่ว่ายามอวสานนั้นเป็นกำหนดเวลา(การลงโทษ)ของพวกเขา และยามอวสานนั้นทุกข์ทรมานยิ่ง และขมขื่นยิ่งกว่า" (อัล-เกาะมัรฺ 54:45-46) ท่านอิบนุ กะษีรฺระบุในตัฟซีรฺอัล-กุรฺอานของท่านว่า อิกรอมะฮฺกล่าวว่า : เมื่อโองการที่กล่าวว่า "ในไม่ช้าพลพรรคกลุ่มนี้จะพ่ายแพ้" ถูกประทานลงมา ท่านอุมัรฺ อิบนิ อัล-ค็อฏฏอบ ก็ถามว่า "พลพรรค" ที่จะพ่ายแพ้นั้นเป็นพลพรรคกลุ่มไหนกันหรือ? ในวันบะดัรฺ ฉันเห็นท่านนบีขยับเกราะของท่านไปมาพรางกล่าวว่า "ในไม่ช้าพลพรรคกลุ่มนี้จะพ่ายแพ้" ฉันจึงรู้ขึ้นในบัดดลว่าโองการดังกล่าวหมายถึงอะไรกันแน่ อัล-บุคอรีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า : โองการ "แต่ว่ายามอวสานนั้นเป็นกำหนดเวลา(การลงโทษ)ของพวกเขา และยามอวสานนั้นทุกข์ทรมานยิ่ง และขมขื่นยิ่งกว่า" นั้นถูกประทานลงมาให้กับท่านนบีในเมืองมักกะฮฺ ขณะที่ฉันยังคงเป็นเด็กหญิงวิ่งเล่นอยู่เลย โองการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายที่จะตระเตรียมความคิดความรู้สึกและจิตวิทยาของพี่น้องมุสลิมเพื่อให้พร้อมที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และอนาคตที่ยังต้องคอยอยู่ ในระดับระหว่างประเทศ เราพบว่าอัล-กุรฺอานได้พูดถึงความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจแห่งยุคสมัยสองมหาอำนาจ คือโรมันและเปอร์เซีย เป็นความขัดแย้งที่คนสองกลุ่มในมักกะฮฺ ซึ่งได้แก่ชาวมุสลิมและเหล่าผู้ปฏิเสธให้ความเป็นห่วงเป็นใย อัล-กุรฺอานสัญญากับมุสลิมว่าในวันเวลาภายภาคหน้าชาวโรมัน(1)ซึ่งมาจากพวกอะหฺลุลกิตาบจะขึ้นมามีอำนาจ ขณะที่ชาวเปอร์เซียซึ่งเป็นพวกบูชาไฟ ถึงแม้จะเป็นฝ่ายมีชัยอยู่ในขณะนั้น แต่ก็จะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในอีกสองสามปีข้างหน้า ซูเราะฮฺอัรฺ-รูม ยืนยันว่า "อะลิฟ ลาม มีม พวกโรมันถูกพิชิตแล้ว ในดินแดนอันใกล้นี้ แต่หลังจากการปราชัยของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะได้รับชัยชนะ ในเวลาไม่กี่ปีต่อมา พระบัญชานั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ทั้งก่อนและหลัง(ชัยชนะ) และในวันนั้นบรรดาผู้ศรัทธาจะดีใจ ด้วยการช่วยเหลือของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงช่วยเหลือผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (อัรฺ-รูม 30:1-5) โองการเหล่านี้ให้พวกเราเรียนรู้สองประการด้วยกัน นั่นคือ: 1. มุสลิมถึงแม้พวกเขาจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยและมีเครื่องไม้เครื่องมือจำกัดก็ตาม แต่มุสลิมกลับล่วงรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ความขัดแย้งของมหาอำนาจที่อยู่ใกล้ตัวพวกเขา ตลอดจนผลกระทบของความขัดแย้งเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับพวกเขาทั้งในเชิงบวกและในเชิงลบ 2. อัล-กุรฺอานได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นเอาไว้ และยังได้หันเหความสนใจของมุสลิมให้มุ่งไปสู่ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลง และระยะหัวเลี้ยวหัวต่อจากปัจจุบันสู่อนาคต ในซูเราะฮฺอัล-มุซซัมมิล ซึ่งเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานในช่วงที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังเผยแพร่อยู่ในนครมักกะฮฺ เราได้อ่านโองการสุดท้ายที่บอกให้เราทราบว่าอัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงแบ่งเบาภาระของท่านนบี ศ็อลฯและพี่น้องมุสลิมในการทำกิยามุลลัยลฺ และการอ่านอัล-กุรฺอาน เพราะภารกิจอันยิ่งใหญ่ในอนาคตยังคอยพวกเขาอยู่ นอกจากนี้พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูที่จะสู้รบกับพวกเขา และขัดขวางมิให้พวกเขาก้าวหน้าไปในวิถีทางของอัลลอฮฺ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องสงวนรักษากำลังและพลังงานของพวกเขาบางส่วนเอาไว้ในยามที่ต้องเผชิญกับภาวะเช่นนั้น ซึ่งจะถูกทำให้บังเกิดแก่พวกเขาอย่างแน่นอน อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงมีพระดำรัสความว่า "แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงรู้ดียิ่งว่า เจ้ายืนละหมาดเกือบสองในสามของกลางคืน และ(บางครั้ง)ครึ่งหนึ่งของมัน และ(บางครั้ง)หนึ่งในสามของมัน พร้อมกับจำนวนหนึ่งของบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเจ้า และอัลลอฮฺทรงกำหนดเวลากลางคืนและกลางวัน พระองค์ทรงรู้ดีว่าพวกเจ้าไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาได้ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงผ่อนผันให้แก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านอัล-กุรฺอานตามแต่สะดวกเถิด พระองค์ทรงรู้ดีว่าอาจมีบางคนในหมู่พวกเจ้าเป็นคนป่วย และอีกบางคนต้องเดินทางไปดินแดนอื่นเพื่อแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และอีกบางคนต้องต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านอัล-กุรฺอานตามสะดวกเถิด" (อัล-มุซซัมมิล 73:20) ท่านนบี ศ็อลฯ และอนาคต 
| อนาคตศาสตร์ เป็นแนวคิดประเมินสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตจากความจริงที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน เพื่อจะในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงาน ...
| ผู้ที่ทำการตรวจสอบสีเราะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ด้วยความระมัดระวังจะพบว่า ท่านนบี ศ็อลฯ มิได้ละเลยอนาคตการดะอฺวะฮฺของท่านแต่อย่างใด แต่ท่านครุ่นคิดถึงมันตลอดเวลา ท่านยังวางแผนเพื่อทำดะอฺวะฮฺภายในขีดจำกัดของโอกาสที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงหยิบยื่นให้แก่ท่าน และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ท่าน (เพื่อที่จะได้ตระหนักถึงระดับของความสำคัญที่ท่านนบี ศ็อลฯ มีให้กับเรื่องของอนาคต -ผู้แปล) แค่เราได้ศึกษาถึงความเพียรพยายามและการดำเนินการของท่านในช่วงเทศกาลฮัจญ์ ซึ่งท่านได้รวมตัวแทนของชาวอาหรับเผ่าต่างๆ เข้าด้วยกัน แค่เราได้ศึกษาว่าท่านนบี ศ็อลฯ นำเสนอการดะอฺวะฮฺแก่พวกเขาอย่างไร และขอการสนับสนุนจากพวกเขาเช่นไร ตลอดจนการที่ท่านนบี ศ็อลฯ ได้สัญญาแก่พวกเขาเกี่ยวกับการสืบทอดมรดกของอาณาจักรโรมันและอาณาจักรเปอร์เซีย เพียงเท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว เพื่อเราจะได้รู้ว่าท่านนบี ศ็อลฯ จับจ้องสายตาของท่านไปยังดินแดนใดบ้าง ท่านนบี ศ็อลฯ มีความเชื่อมั่นในหลักสำคัญสองประการ กล่าวคือ : ประการแรก สภาวการณ์จะต้องเปลี่ยนแปลงเพราะมีเหตุผลหลายประการที่บ่งชี้ว่าสภาวะการณ์(2)บางอย่างจะสลายไป โดยอิสลามจะเข้ามาแทนที่ และรุ่งอรุณที่แท้จริงจะรุกไล่ค่ำคืนอันมืดมิดของญาฮิลียะฮฺออกไป เพราะฉะนั้นมุสลิมจะต้องยืนหยัดและอดทนอย่างเดียวเท่านั้น และจะต้องไม่พยายามเก็บเกี่ยวพืชผลก่อนที่มันจะสุกได้ที่เสียก่อน ในเมืองมักกะฮฺ ขณะที่เหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ต้องเผชิญกับการกดขี่ข่มเหงอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะบรรดาผู้อ่อนแอในหมู่เศาะหาบะฮฺ ค็อบบาบ อิบนิ อัล-อะร็อตตฺ ได้มาหาท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ เพื่อร้องทุกข์ และขอความช่วยเหลือจากท่าน ขณะที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ กำลังงีบหลับอยู่ใต้ร่มเงาของอัล-กะอฺบะฮฺ ค็อบบาบกล่าวว่า "ท่านจะไม่ร้องขออัลลอฮฺให้ทรงช่วยเหลือพวกเราบ้างเชียวหรือ? ท่านจะไม่วิงวอนเพื่อพวกเราบ้างเชียวหรือ?" ท่านนบีกล่าวว่า "ในบรรดาผู้ที่มีชีวิตอยู่ก่อนพวกท่านมีบางคนถูกนำตัวไปและถูกฝังลงในโพรงบนพื้นดิน แล้วกะโหลกศีรษะของพวกเขาก็ถูกแยกออกสองซีกด้วยเลื่อย และเนื้อหนังของพวกเขาต้องถูกฉีกกระชากออกจากกระดูกของพวกเขาด้วยหวีเหล็ก แต่(การทรมาน)นั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาหันเหออกจากศาสนาของพวกเขาแต่อย่างใด ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ! ประการที่สอง ท่านนบี ศ็อลฯ มีความเชื่อมั่นว่าอนาคตอันเป็นที่ต้องการนี้จะบังเกิดขึ้นตามสุนันของอัลลอฮฺ สุบหฯ เท่านั้น ซึ่งได้แก่การปฏิบัติตามหน้าที่ของบุคคล การเตรียมตัวเองให้พร้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การขจัดอุปสรรคให้พ้นจากเส้นทาง และการปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างนอกเหนือจากนั้นเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ สุบหฯ เพราะสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับอัลลอฮฺ สุบหฯ แม้แต่น้อย เรื่องนี้(ได้แก่การนำหลักการดังกล่าวมาใช้)เห็นได้อย่างชัดเจนในการฮิจเราะฮฺไปยังเมืองมะดีนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ท่านนบีได้เลือกสถานที่สำหรับการฮิจเราะฮฺของท่านให้อยู่ในคาบสมุทรอารเบีย มิใช่อาณาบริเวณภายนอกเช่นดินแดนเอธิโอเปีย เพราะนั่นเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแล้ว ท่านได้เลือกเอาชาวอาหรับบริสุทธิ์มาเป็นอันศอรฺ(ผู้สนับสนุนช่วยเหลือ)ซึ่งสัญญาว่าจะยอมถวายชีวิตของพวกเขาและปกป้องท่านให้พ้นจากสิ่งที่พวกเขายอมถวายชีวิตและปกป้องตัวเองและครอบครัวของพวกเขา(ให้ปลอดภัยจากมัน) ท่านนบี ศ็อลฯ ให้เหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านฮิจเราะฮฺไปก่อนหน้าท่าน เนื่องจากการทำเช่นนั้นทำให้พวกเขาสามารถหลบหนีออกจากเมืองมักกะฮฺได้สะดวกมากขึ้น และเนื่องจากการเดินทางไปถึง(เมืองมะดีนะฮฺ)ภายหลังเหล่าเศาะหาบะฮฺยังเป็นสิ่งที่เหมาะสมยิ่งกว่าสำหรับท่านนบีอีกด้วย หลังจากได้รับอนุมัติจากอัลลอฮฺ สุบหฯ แล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ ก็เตรียมหาสัตว์ที่ท่านจะใช้ขี่ หาเพื่อนที่จะร่วมเดินทางไปกับท่าน และหาคนนำทางที่จะช่วยนำทางท่าน(ไปยังเมืองมะดีนะฮฺ) ตลอดจนหาถ้ำที่ท่านจะใช้หลบซ่อนตัวจนกระทั่งการตามล่าท่านลดความรุนแรงลงจนเหลือน้อยมาก และความกระเหี้ยนกระหือรือของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเย็นลงมากขึ้น ท่านพยายามทำให้การเตรียมการทั้งหมดของท่านเป็นไปโดยลับและใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ และปล่อยให้เรื่องอื่นๆ ทุกสิ่งอย่างที่ท่านไม่สามารถควบคุมได้ให้ขึ้นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ท่านไม่มีความระแวงสงสัยใดๆ (เพราะท่านเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม)ว่าอัลลอฮฺ สุบหฯ จะทรงช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน เมื่ออบูบักรฺกล่าวกับท่านขณะที่พวกท่านหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำว่า "โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ! ถ้าพวกเขาคนใดคนหนึ่งก้มมองที่ใต้เท้าของเขา เขาจะเห็นพวกเราอย่างแน่นอน" ท่านนบี ศ็อลฯ จึงกล่าวว่า "อบูบักฺรเอ๋ย! เจ้าคิดอย่างไรกับคนสองคนซึ่งคนที่สามของเขาได้แก่อัลลอฮฺ?" เพื่ออ้างอิงถึงสถานการณ์ดังกล่า อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงมีพระดำรัสว่า "ถ้าหากพวกเจ้าไม่ช่วยเหลือเขา(มุฮัมมัด) แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงช่วยเหลือเขามาแล้ว ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ขับไล่เขาออกไป โดยเขาเป็นคนที่สองในสองคน(อีกคนหนึ่งคืออบูบักรฺ) ขณะที่ทั้งสองอยู่ในถ้ำนั้น คือขณะที่เขา(มุฮัมมัด)ได้กล่าวแก่สหาย(อบูบักรฺ)ของเขาว่า 'เจ้าอย่าเสียใจ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่กับเรา' แล้วอัลลอฮฺทรงประทานความสงบใจจากพระองค์ลงมาให้แก่เขา และได้ทรงสนับสนุนเขาด้วยบรรดาไพร่พล ซึ่งพวกเจ้ามองไม่เห็นพวกเขา และได้ทรงให้คำพูดของผู้ปฏิเสธศรัทธาอยู่ในระดับต่ำสุด และพจนารถของอัลลอฮฺนั้นเป็นพจนารถที่สูงสุด และอัลลอฮฺคือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (อัต-เตาบะฮฺ 9:40) - - - - - - - - - - - - - - -
เชิงอรรถ (1) หมายถึงชาวโรมันซึ่งอยู่ในอาณาจักรไบแซนติน หรือโรมันตะวันออก (ผู้แปล) (2) ผู้เขียนคงหมายถึงประเทศที่เป็นมหาอำนาจในสมัยนั้น เช่นโรมันและเปอร์เซีย ซึ่งเสื่อมอำนาจลงในเวลาต่อมา (ผู้แปล) |